Siwasit's profileLove is like the wind. Y...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Love is like the wind. You cannot see it, but you can feel it.September 24 สักที...เฮ้อ!!! ขออัพสักที
หลังจากที่ห่างหายไปนานแสนนาน บอกว่าจะมาเล่าทริปโอซาก้าให้ฟัง ก้อยังไม่ได้เล่าสักที
คือแบบว่า คนมันขี้เกียจอ่ะ ทำไมเราถึงขี้เกียจไปได้มากขนาดนี้ก้อไม่รู้
ห้องก้อไม่ทำความสะอาด ห้องน้ำก้อไม่ล้าง ตอนนี้ชีวิตเน่ามากกกกก
เอาวะ สู้โว้ย...
โอซาก้า
จะว่าไปมันก้อไม่มีอะไรนะ ฮ่าๆๆ คือขี้เกียจเล่านั่นเอง แต่เอาวะ เพื่อบันทึกเป็นความทรงจำดีๆ ก้อจะเก็บไว้ในสเปซเนี่ยแหละ มา...เด๋วจะเล่าให้ฟังว่า 5 วัน กับอีก 4 คืน ที่โอซาก้า มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง...
เรื่องมันเริ่มขึ้นตั้งแต่คืนวันที่ 26 สิงหาคม 2007 (นี่มันจะครบเดือนนึงแล้วนี่หว่า) หลังจากที่เราเลิกงานจากที่ร้ายอาหาร ประมาณ ห้าทุ่ม ก้อออกเดินทางไปยังสถานีชินจุกุ เพราะที่แห่งนี้แหละ ที่พวกเราจะมุ่งหน้ากันไปยังโอซาก้าแห่งคันไซ เวลารถออกประมาณ 23.50 น. แต่ตอนนั้น พวกเราทั้งหมด ก้อยังหาที่ขึ้นรถไม่เจอเรย เครียดมาก เหนื่อยมาก ร้อนก้อร้อน วิ่งกันตับแตก หาที่ขึ้นรถว่าอยู่ตรงไหน ดูแผนที่ก้อแล้ว หาคนถามก้อไม่เจอ จนสุดท้าย...ในที่สุด ก้อเจอ ด้วยความสามารถของเราเอง ฮ่าๆๆ พูดเล่น ไม่เกี่ยว ความจริงไอ้ที่ขึ้นรถมันก้ออยู่แถวๆ นั้นแหละ แต่แบบว่า เป็นพวกชอบความตื่นเต้นไง อะไรที่ตรงเวลา ก้อไม่ใช่คนไทย ชอบความท้าทายว่างั้นเหอะ ก้อเรยวิ่งเล่นกันแถวนั้น รอเวลารถออก ฮ่าๆๆ ในที่สุดก้อขึ้นรถได้สักที เนื่องจากตั๋วรถบัสที่จองมาเป็นราคาถูกที่สุด(一番安い) ในตัวรถจึงไม่มีห้องน้ำ พระเจ้า!!! แต่ด้วยความเป็นญี่ปุ่นไง(เกี่ยวมั้ยวะ) จึงจอดรถทุกๆ สามชั่วโมงให้เข้าห้องน้ำ และเนื่องด้วยเป็นรถที่ค่าตั๋วราคาถูกสุด ที่ห้องจึงแคบเป็นธรรมดา แต่เราว่าเหมือนๆ รถทัวร์ชั้นหนึ่งบ้านเราอ่ะ เพียงแต่ไม่มีห้องน้ำเน่าๆ ในตัวรถเหมือนเมืองไทยเท่านั้นเอง
และในที่สุดเวลาประมาณ 5.30 น. ของวันที่ 27 สิงหาคม พวกเราทั้งหมดก้อได้เหยียบพื้นดินของโอซาก้าเป็นครั้งแรก จากนั้นก้อเดินทางไปโรงแรมกัน เนื่องจากพวกเรามีการเตรียมการมาดีมากๆ ในทริปนี้ จึงได้ศึกษาข้อมูลการเดินทางมาอย่างดี ว่าจะเดินไปทางโรงแรมยังไง พวกเราทั้งหมด จึงแบกกระเป๋าเข้ารถไฟใต้ดินของโอซาก้าทันที ระยะทางจากที่ลงรถ ที่โรงแรมไม่ไกลมาก ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 2 - 3 สถานีมั้ง เดินทางแป๊บเดียว หมดเงินไปคนละประมาณ 200 เยน ก้อถึงโรงแรม ก้อฝากของเรียบร้อย แต่ยังเช็คอินไม่ได้ เพราะต้องเช็คตอนบ่าย ทั้งหมดจึงไปล้างหน้า เพื่อเตรียมตัวเที่ยวในวันนี้... เมื่อทุกคนพร้อม ก้อออกเดินทางกันได้เรย เย้!! จุดหมายแรกของเราก้อคือ สถานีโอซาก้า แต่ว่าจะไปยังไง ... ไม่เป็นไรที่โรงแรมมีแผนที่ และพวกเราทั้งหมดก้อดู และตัดสินใจกันว่าจะเดินจากโรงแรมไปยังสถานีรถไฟ เพราะเห็นว่ามันไม่ไกลมาก และทุกคนก้อเดิน ใช้เวลาประมาณ 15 - 20 นาที ก้อถึง ปรากฏว่า ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าทุกคน...เอ๊ะ! ที่นี่มันคุ้นๆ นะ นี่มันเป็นที่ที่พวกเราลงรถมาเมื่อเช้านี่หว่า น่าน!!! เขางอกไปตามๆ กัน ไม่น่าเสียค่ารถตั้งแพง เพื่อไปโรงแรมเรย เดินเอาก้อได้ หุหุ... เมื่อไปถึงสถานีโอซาก้า พวกเราทั้งหมดก้อไปที่ Traveler Information และในที่สุดก้อซ์้อตั๋ว One Day Pass มา เพื่อเที่ยวโอซาก้าในหนึ่งวัน ทั้งเข้าฟรี ค่ารถก้อฟรี อะไรมันจะดีอย่างนี้ หมดไป 2,000 YEN และการเดินทางของเราในโอซาก้าก้อเริ่มต้นขึ้น
ที่แรกที่ไปคือ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จังหวัดโอซาก้า ภายในจัดไว้อย่างดีมากๆ อ่ะ ไม่เล่านะ ขี้เกียจ ดูรูปเอาเองละกาน ต่อจากนั้นใกล้ๆ กัน ก็คือ "ปราสาทโอซาก้า" ที่ใครมาโอซาก้าก้อต้องเข้าปราสาทนี้ ภายในถูกตกแต่งให้เป็น พิพิธภัณฑ์อ่ะ ไม่เหลือไว้ซึ่งความเป็นปราสาทเรย ก้อดี เดินไปเรื่อยๆ สนุกดี และวันนั้น ก้อไปแค่นี้ ฮ่าๆๆ และก้อกลับมากินข้าวบ่าย เช็คอินโรงแรม แล้วก้อไปเดินเล่นที่ HEP HALL และก้อนั่งรถ ไปเดิน NAMBA และกินพิซซ่าญี่ปุ่นที่พิพิธภัณฑ์อาหาร ที่NAMBA เส็ดแล้วก้อเดินเล่น และก้อกลับโรงแรมนอน โรงแรมที่นี่ดีมากๆ เรยอ่ะ ก่อนมากลัวไปต่างๆ นาๆ เพราะว่าไอ้ค่าโรงแรมที่จอง มันก้อเหมือนๆ กับที่จองรถบัสอ่ะ คือใช้หลัก "ถูกที่สุด(一番安い)" ฮ่าๆ แต่โรงแรมดีเกินาดจริงๆ และคืนนั้นก้อหมดไป...
และวันแห่งความหฤหรรษ์ก้อเริ่มขึ้นเมื่อ เช้าวันที่ 28 สิงหาคม 2007 เพราะพวกเราทั้งหมด ได้เดินทางไปยัง Universal Studio Japan วันทั้งวันยอมสละเพื่อที่นี่ เพราะว่าต้องเอาให้คุ้ม ฮ๋าๆ ก้อออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า นั่งรถไฟไป ซื้อตั๋วเข้าราคา 5,800 YEN และเราก้อเล่นเครื่องเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่รู้จะเล่าว่ามีอะไรบ้างอ่ะ แบบว่าที่นี่ทำดีมากๆ มากๆ มากๆ ดีกว่า Dream World บ้านเราล้านเท่า (ฮ่าๆ แน่ล่ะ) ต้องมานะ ครั้งหนึ่งในชีวิต สนุกสุดคุ้มจริงๆ ไม่เสียดายเงินเลยสักนิดเดียว ทำดี ทำดีมากๆ อ่ะ ฮ่าๆ ไม่รู้จะพูดไรจริงๆ มีเครื่องเล่นอันนึง ที่หลายๆ คนประทับใจ นั่นก้อคือ Spider Man เป็นเครื่องเล่นที่ให้เราไปนั่งรถยานอ่ะ และก้อให้ใส่แว่น 3 มิติ แค่นี้ก้อตื่นเต้นแล้ว นอกจากจะเป็นยานที่วิ่งไปมาแล้ว ยังเป็น สามมิติอีกต่างหาก ต้องมาเล่นจริงๆ สนุกม้ากมากกกก อยากไปอีกรอบ อิอิ และพวกเราก้ออยู่กันถีงเวลาสวนสนุกปิดอ่ะ และก้อกลับบ้าน อาบน้ำนอนกัน
วันที่ 29 สิงหาคม 2007 วันนี้ไปโกเบ อีกจังหวัดในคันไซ วันนี้เราไป "ปราสาทฮิเมจิ" กัน ประวัติความเป็นมาเป็นยังไง ไม่รู้ รู้แต่ว่า สวยและสนุกดี หลังจากเที่ยวเล่นในปราสาทเส็ด ก็ออกมาหาอาหารกินกัน เนื่องด้วยเราได้ยินมาว่า ที่"โกเบ" มีเนื้ออร่อย เพราะฉะนั้น มื้อนี้จึงต้องเป็นเนื้อย่างโกเบ ว้าววว และเราก้อออกเดินทางเพื่อหาร้านที่ถูกและน่าสนใจ และสุดท้ายก้อตัดสินใจได้ร้านมา เป็น Buffut ในสองชั่วโมง กินกันอิ่มหน่ำสำราญ ก็ได้เวลากลับโรงแรมกันสักที แล้วพรุ่งนี้ไปเที่ยวไหนต่อดีอ่ะ...
วันที่ 30 สิงหาคม 2007 รู้แล้ว วันนี้ไปเที่ยว "นารา" ไปดู "พระโต" และก็ "น้องกวาง" วันนี้ก้อไม่มีไรอีกแล้ว แค่นั่งรถไฟไปนารา แล้วก้อเดินดูวัด ถ่ายรูปน้องกวาง เส็ดแล้วก็กลับ แต่ว่า คืนนี้เราไม่ได้เข้าพักโรงแรมแล้ว เพราะว่าต้องกลับบ้านนี่นา... ตอนเช้าก้อเช็คเอาต์ แล้วก้อฝากกระเป๋า แล้วไปเที่ยว พอกลับมาจากนารา คืนนี้เราก้อไปเดินที่ NAMBA กันต่อ ไปกินพิซซ่าญี่ปุ่น (อีกแล้ว) อร่อยดี กินเส็ดก็กลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรม และก็กลับบ้านกัน...และคืนนั้นก็ผ่านไปอย่างช้าๆ บนรถบัสที่ไม่มีห้องน้ำในตัว...
วันที่ 31 สิงหาคม 2007 กลับมาถึงชินจุกุอย่างปลอดภัย และพวกเราก้อนั่งรถไปกลับบ้านกัน บนรถไฟคนไม่แน่นนะ ถึงจะเป็นช่วงเวลา Rush Hour ก็ตาม เพราะว่าพวกเรานั่งจากโตเกียวกลับบ้านนอก ไม่ได้นั่งจากบ้านนอก เข้าโตเกียว อิอิ และพวกเราทั้งหมดก็ถึงบ้านอย่างปลอดภัย และพักผ่อน ส่วนเรา....ตอนเย็นไปทำงานต่อ พระเจ้า...เอากันอย่างนี้เรย...แต่มันก็ผ่านมาแล้วล่ะ เป็นประสบการณ์ที่ดีที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งทีเดียว
ปล. ขอบคุณทุกคนที่ทำให้ทริปนี้สนุกมากๆ ครับ
แอ็คชั่น September 02 大阪=Osaka=โอซาก้าเราไปเที่ยวโอซาก้ามา แต่เดี๋ยววันหลังจะมาเล่าให้ฟังนะ หุหุ สนุกม้ากมาก ขอบอก บะบาย... アクション August 24 富士山กลับมาแล้ว...แล้วก็กลับมา
ไปชุบตัวเมืองนอกเมืองนา คงคิดว่ามันดี...
(อาจะมีคนจำได้ เพลงนี้อยู่ในเดี่ยวไมโครโฟนสอง ลองไปหาดูอีกทีนะ) เมื่อวันอังคารและพุธที่ผ่านมา "ไปปีนฟูเขาไฟฟูจิ" มา โอ้พระเจ้าช่วย กล้วยทอดดดดด ที่สุด ของที่สุด ของความเหนื่อย มา...จะเล่าให้ฟัง
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า "สมาชิกร่วมชะตากรรม" มีใครบ้าง ทริปนี้ไปกันทั้งหมด 9 คน อันได้แก่ เรา พี่ต้า กวาง พอล พี่บิว พี่ปลา พี่กอล์ฟ(เพื่อนพี่ปลา) มียอง และจินตรา(อินซอน) (สองคนหลังเป็นคนเกาหลี)
วันอังคารที่ 21 สิงหาคม นัดกันใต้หอเวลา 9.00 น. เพื่อที่จะนั่งรถไปลงที่สถานีชินจุกุ เพื่อที่จะไปนั่งรถบัสที่จองไว้ เมื่อไปถึงชินจุกุ ก้อรอรถบัสสักพัก แล้วพอถึงเวลาก็ออกเดินทางกัน ...หึหึ...ความสนุกกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว... รถออก 11.50 น. นั่งรถปามานสองชั่งโมงป่ะวะ (จำไม่ได้) ก่อนขึ้นรถเนี่ย สภาพทุกคนแบบว่า ดูดีมาก มีผู้หญิงบางคน ตัวใหญ่ๆ ใส่กางเกงขาสั้น คนไทย ก้อเอาเครื่องสำอางค์มาแต่งหน้า โอ้ว พระเจ้า มึงจะไปปีนเขาหรือว่าเดินแฟชั่นเนี่ย ฮ่าๆ ลงจากรถ (อ้อ รถที่ไปลง ลงที่ชั้นห้าของฟูจิซังนะ) ก้อเดินเล่น ไปกินข้าว อาหารหรืออะไรก็ตามที่นี่ แพงทุกอย่าง แพงมาก แพงเหี้ยๆ แม่ง!!! (เก็บกดน่ะเนี่ย ฮ่าๆๆ) ข้าวจานละพันเยน แต่รสชาติและขนาดอย่างเหี้ย ห้องน้ำถ้าเข้าที่ชั้นห้า ต้องจ่าย 50 เยน (แต่แม่งมีบางร้านเก็บ 100 เยน) วันนั้นเรากินข้าวแกงกะหรี่หมูทอด (かつカレー) ราคา 1,200 เยน (แพงสัดหมา ไม่อร่อยเท่าไหร่ด้วย) ก้อกินๆ ไป เอาแรง กินเส็ด เดินเล่น ถ่ายรูป นั่งพัก รอเวลาปามานห้าโมงเย็น ค่อยออกเดินทาง...
เมื่อถึงเวลา ก็เริ่มกันเรย แรกๆ ก็มีความสุข สนุกสนาน ตื่นเต้นกันใหญ่ เดินไป คุยกันไป หัวเราะไป ... แต่พอไปได้สักพัก เฮ้อ! เหนื่อย เหนื่อย เหนื่อย แต่ว่ายัง ยัง ยัง มันยังไม่ถึงจุดๆ นั้น ก้อเดินไป พักไป จากอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า จนกระทั่งพระจันทร์เข้ามาแทนที่ พวกเราก็ยิ่งปีนขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ อากาศก็เริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ กอปรกับ เป็นตอนกลางคืนด้วย พวกเราทั้งหมดตั้งใจจะพักที่พักบางแห่ง แล้วค่อยออกเดินทางไปถึงจุดสุดยอด แต่แบบว่า... ไม่รู้จะบรรยายยังไง คือแบบว่า มันสุดยอดของความเหนื่อย และความลำบากอ่ะ อากาศก็เย็น ลมก็แรง แถมยังพัดฝุ่นเข้าเต็มหน้า เต็มตัว ...พระเจ้า... ทุกย่างเก้าที่เดินอ่ะ แบบว่าถามตัวเอง "กูมาทำไมวะเนี่ย" และก็คิดว่า "กูจะมีชีวิตรอดกลับไปป่ะเนี่ย" แบบว่า อยากตายตรงนั้นให้ได้จริงๆ อ่ะ เดินกันไปเรื่อยๆ พักกันตามชั้นแต่ละชั้นไปเรื่อยๆ ฟูจิซังมีทั้งหมด 10 ชั้น แต่จะมีชั้นแปดเนี่ย แปลกๆ มีชั้นแปด(八合目=8th Station)แล้ว แต่ก็ยังมีชั้นแปดจริง(本八合目=Original 8th Station)อีก งง!!! เหอๆ และก็เป็นชั้นที่ใช้ระยะเวลายาวนานที่สุดด้วย เราเดินกันไปจนถึงชั้นแปดจริง เวลาตอนนั้นประมาณ 23.30 น. พวกเราทั้งหมดก็ตกลงว่าจะพักที่ชั้นนี้แหละ แล้วปามานตีหนึ่งครี่ง ค่อยออกเดินทางต่อ (หมดค่าพักไป 2,000 เยน พวกกับค่า Cup Ramen อีก 500 เยน) เป็นราเมนที่อร่อยที่สุดในโลกที่เคยกินมา ทุกคนบอกอย่างนั้น และเราก็เห็นด้วย หุหุ พักที่นี่ไม่ได้นอนพักนะ มันเหมือนโรงเตี๊ยมในหนังจีนอ่ะ มันจะเป็นโต๊ะยาวๆ และก้อมีเก้าวาง เหมือนโต๊ะโรงอาหารอ่ะ ปามานนั้น และเค้าก้อจะให้พื้นที่เราแค่โต๊ะตัวนี้ ห้ามไปที่อื่น ลำบากชิบหาย(กรูมาทำไรที่นี่วะ หุหุ) นั่งกินราเมนกัน แล้วก้อพักผ่อน ใครใคร่นอนก็นอน ตามมีตามเกิด ก็นอนกันบนโต๊ะบนเก้าอี้น่ะแหละ ลำบากชิบหาย ...
เวลา 1.30 น. ออกเดินทางต่อ เพื่อไปถึงจุดสุดยอดให้ได้ ช่วงเวลาลำบากและทรหดที่สุดมันอยู่ตรงนี้นี่แหละ อากาศก็หนาวขึ้นเรื่อยๆ ดูเทอร์โมมิเตอร์จากกระเป๋าพอล ที่ชั้นแปดจริง ประมาณ 10 องศาเซลเซียส ยิ่งสูงยิ่งหนาว เชื่อแล้วล่ะ เราเดินทางกันไปเรื่อยๆ ทางแม่งก็ชันขึ้นเรื่อยๆ จากชั้นแปดไปชั้นเก้าก็ใช้เวลานานพอสมควร ไม่ได้นับว่าเท่าไหร่ รู้แต่ว่า ลมแรง อากาศหนาว ฝุ่นตีหน้า ทางก็ลำบาก เลี้ยวไปเลี้ยวมา จนแล้วจนรอดก็ผ่านชั้นเก้า แต่ว่าชั้นเก้าไม่มีที่พัก มีแต่ประตูบานหนึ่งเท่าไหร่ เหมือนกันเป็นประตูสู่นรกอ่ะ ฮ๋าๆ ปามานว่า มึงเตรียมตัวตายได้เรย หุหุ ระหว่างชั้นเก้าและจุดสุดยอดเนี่ยแหละ เป็นจุดที่ลำบากที่สุด เพราะว่าทางเดินมันก็ชันกว่าเดิม ต้องเดินสามถึงสี่ขาขึ้นไปอ่ะ (หมายถึงต้องใช้มือช่วยด้วย) ลมมันก็พัดไม่เลิก แถมแรงอีกต่างหาก เป็นไรมากป่ะเนี่ย ... แต่ในที่สุด พวกเราทั้งหมดเก้าคน ก็เอาชีวิตรอดมาถึงจุดสุดยอดจนได้ ไม่รู้ว่าถึงกี่โมง รู้แต่ว่าพอถึงแล้ว แบบว่า "งง" ฮ่าๆ คิดในใจ ถึงแล้วเหรอวะ แอบดีใจ ชั้นบนสุด ก้อจะมีร้านราเมน ร้านหลายๆ ร้าน แต่ตอนนี้มันยังไม่เปิด ไม่ถึงเวลา ลมก็พัดไม่เลิกจริงๆ เอาฝุ่นมาด้วยตลอดอ่ะ ก็เรยต้องหาที่กำบัง แต่ไม่ว่ายังไง มันก็ยังจะตามมาพัดใส่หน้าตลอดอ่ะ เอาเทอร์โมมิเตอร์มาดู 5 องศาเซลเซียส พระเจ้า หนาวชิบหาย เกิดมาไม่เคยเจออากาศหนาวขนาดนี้มาก่อนเรยอ่ะ พวกเราก็นั่ง รอร้านราเมนเปิด และก้อรอดูพระอาทิตย์ยามเช้า ... จนกระทั่งร้านราเมนเปิด แต่เราไม่เข้าไป ขอดูพระอาทิตย์ก่อน แต่!!! สองสาวสวย(มั้ย) กวางกับพี่บิว สองคนเดินเข้าร้านราเมน ไปกินราเมน เหอๆ ส่วนอีกเจ็ดคนที่เหลือ ก็รอพระอาทิตย์ขึ้น ถ่ายรูป จนแดดแรงขึ้น ก็เข้าร้านราเมนไปกินราเมนกัน อย่างว่าที่นี่อะไรอะไรก็แพง ราเมนถ้วยละ 800 เยน แต่...เส้นแม่งอย่างกะมาม่าบ้านเรา แต่ยังดีที่มันแถมเศษเนื้อกะหลั่วกะหลั่ว มาให้ชิ้นนึง แต่มันก้อเปนราเมนที่อร่อยไม่แพ้ที่ใดในโลกเหมือนกัน ฮ่าๆๆ (ก็มึงเหนื่อยและหิวจะตายนี่หว่า) กินเส็ด นั่งพัก จนพนักงานมันไล่ออกจากร้านอ่ะ คือมันบอกว่า คนที่เข้ามาแล้วกรุณาออกจากร้านด้วย เพราะว่าลูกค้าคนใหม่เค้าจะเข้ามาเหมือนกัน จ้า!!! ไล่กรูก้อไปวะ ออกมา...ในใจอยากถ่ายรูป เค้าบอกว่ามีที่ถ่ายรูปเยอะแยะ แต่... ด้วยความที่เหนื่อย และลมมันก็พัดไม่เลิก จองล้างจองผลาญจริงๆ และทุกคนก็ดูท่าแบบ ไม่มีใครอยากจะกระตุ้นใครอ่ะ และทุกคนก็มีความเห็นเดียวกันคือ กลับ... หุหุ อารมณ์ตอนนั้นแบบว่า ไม่ไหวแล้ว นอนก็ไม่ได้นอน กลับ กลับ กลับ ต้องกลับอย่างเดียวแล้วอ่ะ
เวลาประมาณ 6.30 น. ออกเดินทางจากยอดฟูเขาไฟฟูจิ เดินลงไปเรื่อยๆ ทางที่ลงจะเป็นอีกทางที่เราขึ้นมา เพราะเค้าให้เราขึ้นลงคนละทาง ก็ลงไปเรื่อยๆ แต่...พี่บิว...เดินช้ามาก ช้าชิบหายวายป่วง ต้องเห็นท่ามันเวลาเดินลง อย่างกะอาซิ้มแก่ๆ มาเดินออกกำลังกายตอนเช้าอ่ะ และแบบว่ามือข้างหนึ่งถือไม้เท้า และก็ค่อยๆ ขยับขาเดินลงอ่ะ ฮ่าๆ อย่างฮา ต้องเห็นท่ามันเดิน มองข้างหลัง ยังไงก็ต้องบอกว่า คนนี้แก่มากๆ หุหุ ขาลงเนี่ย ต่างคนต่างเดิน เดินไปเรื่อยๆ และแบบว่าก็แยกกันเดินอ่ะ ใครเดินเร็ว เดินไป ใครเดินช้า อย่างพี่บิวก็เดินไป เราก็เดินลงไปเรื่อยๆ คนเดียว ก็เจอพี่ปลากะพี่กอล์ฟบ้าง เจอกวางบ้าง เดินด้วยกันบ้าง แยกกันเดินบ้าง และเราก็มาถึงข้างล่างพร้อมกันกวาง พี่ปลา พี่กอล์ฟ เวลา 11.30 น. ในขณะที่ พี่ต้า พอล มิยอง อินซอน ต่างมาถึงได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว หุหุ ต่างคนก็ต่างพักผ่อน เพราะว่ากว่าจะถึงเวลากลับก็ตั้งบ่ายสามแน่ะ ทั้งหมดก็นั่งพัก นั่งคุย และก็นอน เพื่อรอพี่บิว ฮ่าๆๆ และก็นินทาพี่บิว ฮ่าๆๆ ว่าพนันกันว่า เมื่อไหร่พี่บิวจะลงมาถึง และจะมาถึงด้วยวิธีอะไร ฮ่าๆ บางคนก็บอกว่า เด๋วมันขี่ม้าลงมา หรือไม่ก็นั่งรถแทรกเตอร์ที่เข้าขึ้นไปส่งแก๊สลงมา หุหุ พี่ปลาบอกว่า "ไม่แน่ ตอนนี้มันอาจจะกำลังหาทางลัดเพื่อให้ถึงเร็วที่สุดก็ได้" หุหุ ต่างคนต่างความคิด คุยกันไป นอนกันไป เราก็นอน...จนกระทั่งได้ยินเสียงพี่บิว ฮุ้ววว...มันรอดกลับมาแล้ว ฮ่าๆๆๆ ดูนาฬิกา "บ่ายโมงครึ่ง" พระเจ้า ใช้เวลาได้คุ้มค่าจริงๆ และพี่ต้าก็ได้คำตอบแล้วว่า "ทำไมพี่บิวมันถึงจองรถขากลับไว้ตอนบ่ายสาม" ฮ่าๆๆ ก็พักผ่อนกันไป...
15.00 น. ก็ขึ้นรถ และเดินทางกลับไปสถานีชินจุกุ... แต่ทำไมขากลับมันใช้เวลานานกว่าเดิมก็ไม่รู้ ไปถึงสถานีประมาณหกโมงครึ่ง พระเจ้าช่วย และแบบว่าช่วงนั้นมันเป็น Rush Hourด้วยอ่ะ รถไฟแบบว่าเป็นปลากระป๋องอย่างที่เคยได้ยินกันมาอ่ะ เหอๆ และตอนนี้เหมือนระบบมันมีปัญหาอะไรก็ไม่รู้ กว่าจะได้กลับก็ทุ่มนึง มั้ง เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน อารมณ์ตอนนั้นอ่ะ แบบว่า อยากตาย ขอกรูตายตรงนี้เรยดีกว่า หุหุ และจนแล้วจนรอด ก็เอาชีวิตรอดกลับมาถึงหอได้อย่างปลอดภัย ถึงห้องปุ๊บ แก้ผ้า จัดการข้าวของ (กองไว้กะพื้นน่ะแหละ หุหุ) และก็ไปอาบน้ำ ทำกับข้าวไปกินกะพี่ปลา พี่บิว พี่กอล์ฟ กินเส็ด นั่งคุย และก็กลับมานอน กว่าจะได้นอนก็ปามานเที่ยงคืน ต้องรีบพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ไปทำงาน สุดยอดของความทรหด และคืนนั้นก็หลับไปอย่างสบาย...(แต่ตื่นขึ้นมาเนี่ยลำบาก เพราะว่าปวดเมื่อยไปทั้งร่างกายอ่ะ แต่ขาไม่ค่อยปวดนะ เพราะขาใหญ่ แข็งแรง ฮ่าๆๆ)
และวันนี้ก็ตื่นเกือบบ่าย และก็ไปจ่ายเงินค่ารถกะค่าโรงแรม ที่จะไปโอซาก้า เส็ดแล้วก้อกลับมานอนที่ห้องสิบห้านาที และก็ออกไปทำงาน เหนื่อยสายตัวแทบขาด เพื่อเงินเว้ย สู้ๆ หุหุ กลับมาถึงหอประมาณ เกือบตีหนึ่ง ก็เปิดคอม อัพสเปซเนี่ยแหละ... จบแระ ...
ปล.1 วันนี้ฟังเพลงที่ร้านแล้วคิดถึงแม่ว่ะ กะว่าพรุ่งนี้คงโทรไปหาแม่ดีกว่า...
ปล.2 ไม่รู้กลับไปไทยชีวิตเราจะเป็นยังไงบ้างเนอะ แต่ยังไง เราต้องทำหน้าที่ตรงนี้ ตอนนี้ให้ดีที่สุดแหละ คิดถึงทุกๆ คนนะ
แอ็คชั่น = Action = アクション August 06 Speech 私の国
私の国はタイで、アジアにあります。タイの人口(じんこう)は6,500万人ぐらいです。タイではいろいろな地理(ちり)があります。海や山や川などがあります。だからタイには観光地(かんこうち)がたくさんあります。有名な観光地(かんこうち)はプーケットです。プーケットは海や島(しま)があるし、きれいなビーチがあります。それで観光客(かんこうきゃく)がたくさんいます。 タイには4つ(よっつ)方言(ほうげん)があります。所によってちがいます。北(きた)とまん中(なか)と北東(ほくとう)と南(みなみ)は方言がちがいます。食べ物もちがいます。でも有名な食べ物はトムヤムグンです。トムヤムグンは辛いスープです。 タイには3つ(みっつ)のきせつがあります。夏(なつ)と梅雨(つゆ)と冬(ふゆ)があります。夏は3月から5月までで、梅雨(つゆ)は6月から9月までで、冬(ふゆ)は10月から、次の年の2月までです。タイでは4月がいちばんあついですから毎年4月に有名なソングラーン祭(さい)というフェスティバルがあります。 タイは野菜や米や果物を作っています。タイでは米の田がたくさんあります。そして有名な動物はぞうです。観光客(かんこうきゃく)はぞうが大好きです。これは私の国の全部です。
ที่ทุกท่านได้อ่านไปนั้น เป็นEssayที่เขียนเพื่อนำไปพูดSpeechหน้าห้อง เมื่อวันอัฃคารที่ 31 กรกฏาคม ที่ผ่านมา เรื่องที่พูดก็คือ "ประเทศของฉัน"
ช่วงนี้ปิดเทอมแล้ว ชีวิตว่างเปล่า อยากทำงานเยอะๆ จะได้มีเงินไปเที่ยว อยากพักผ่อนบ้าง อยากเรียนหนังสือ เพื่อว่าเทอมหน้าจะได้ไปอยู่ คลาสซี อยากมีเพื่อนญี่ปุ่นจะได้ฝึกภาษา ทำไมกิเลสมันเยอะอย่างนี้หนา... ทำไงดีเนี่ย ตอนนี้แอบเบื่อๆ เซ็งๆ ไม่รู้จะทำอะไรดี สิ่งที่อยากทำทั้งหลาย ก็ขี้เกียจ เฮ้อ! ชีวิต ...คิดถึงแม่...
アクション July 27 ได้เวลาอัพสักที...กลับมาแล้ว....
หลังจากที่หายหน้าหายตาไปเป็นเดือน
เอารูปมาลงเพิ่ม ... เป็นวันที่ใส่ยุกะตะ กับ วันที่ไปทะเลในวันทะเลแห่งชาติ(海の日=umi no hi) เท่ห์ป่ะล่ะ มีวันทะเลแห่งชาติด้วย บ้านเราน่าจะมีบ้างนะ เพราะว่าทะเลที่บ้านเราสวยกว่าบ้านเค้าเยอะอ่ะ แต่ว่าทะเลที่เราไปอยู่ไม่ไกลจากที่พักเท่าไหร่ เพราะว่าสามารถไปวันเดียวกลับได้ ทะเลแถวนี้มันเป็นทรายสีดำอ่ะ มันก้อเลยไม่สวย ไม่น่าเล่นเท่าไหร่ แต่คนก้อเล่นกันเยอะนะ วันนั้นเราไป ไม่ได้เล่นน้ำทะเลหรอก แค่เดินไปลงเล่นเท่านั้น จะหนักไปทางดูผู้คนมากกว่า ฮ่าๆๆ สบายอารมณ์กว่าเยอะ เค้าบอกว่าทะเลที่ โอกินาวา สวยอ่ะ เพราะว่าทรายสีขาว แต่เราว่ายังไงบ้านเราก้อสวยกว่าอยู่ดีอ่ะ อยากไปโอกินาวา นะ แต่ก้อไม่รู้จะได้ไปรึป่าว เพราะว่าก้อแพงเหมือนกันอ่ะ แต่ก็เฉยๆ ไปก็ได้ ไม่ไปก็ได้ วันที่ไปเที่ยวทะเล ไปกับชมรมมาริกะอ่ะ ถ้าจะยังจำได้ เคยเล่าไว้ในตอนที่ไปเที่ยวงานใน มหาวิทยาลัยโตเกียว วันนั้นไปกันประมาณ 7 คน สนุกดี แต่ว่าไม่ได้ถ่ายรูปมามากมาย เพราะไม่กล้าเอากล้องไปถ่าย กลัวน้ำทะเล อิอิ รูปที่มีก้อได้จากโทรศัพท์มือถืออ่ะ ภาพก้อเลยไม่ค่อยชัดเท่าไหร่
ส่วนอีกอัลบั้มหนึ่ง เป็นภาพวันที่ใส่ชุดยุกะตะ ยุกะตะเป็นเสื้อผ้าสำหรับใส่ในหน้าร้อนอ่ะ และวันที่ใส่รู้สึกจะเป็นวัน 七夕 = tanabata ตรงกับวันที่ 7 เดือน 7 ของทุกปี ประวัติความเป็นมาเป็นยังไงไม่รู้ รู้แค่ว่าวันนี้ เจ้าชายกับเจ้าหญิงบนดาวอะไรสักอย่าง จะเดินทางมาเจอกันที่ทางช้างเผือก (โกโบริ กะ อังสุมาลิน ป่ะเนี่ย) จะสามารถเจอกันได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น เทศกาลนี้ที่ประเทศจีนก็มี (เพื่อนบอก) ก้อดีนะ ได้ใส่ชุดยุกะตะ กะว่าจะไปซื้อมาใส่อยู่เหมือนกัน พี่เค้าบอกว่าไม่แพงอ่ะ อยากซื้อใส่ไปดูดอกไม้ไฟ (花火 = hanabi) เพราะว่าที่ญี่ปุ่น ช่วงหน้าร้อนจะมีเทศกาล ฮะนะบิ (ไม่ใช่ฮานามิ ข้าวเกรียบรวยเพื่อน นะ อิอิ ขำป่ะวะ) หรือเทศกาลดอกไม้ไฟ เค้าจะจุดดอกไม้ไฟให้ดูอ่ะ แล้วคนก้อจะใส่ชุดยุกะตะไปดู อยากดู อยากดู อิอิ
จากเรื่องเที่ยวมาเป็นเรื่องเรียนกันบ้างดีกว่า
อาทิตย์จะเป็นอาทิตย์สุดท้ายสำหรับการเรียนในปีการศึกษานี้แล้วอ่ะ เวลาผ่านไปรวดเร็วมากมาย สี่เดือนแล้วที่มาอยู่ที่นี่ ถ้าเทียบกับวันแรกที่มาถึงที่นี่ แน่นอนว่า ยังไงภาษาของเรามันก็ต้องพัฒนาไปอยู่แล้ว แต่สำหรับตอนนี้ เราก็ยังไม่สามารถ สื่อสารกับคนญี่ปุ่นได้จริงๆ อยู่ดี ยังไม่ได้ ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะพูดได้ฟังออกสักทีนะเนี่ย ความจริงอาทิตย์หน้าก็ไม่ได้เน้นเรียนเท่าไหร่อ่ะ จะเน้นไปทางสอบมากกว่า เพราะว่า ...
วันจันทร์ มีสอบใหญ่ที่เรียนไป มินนะโนะ นิฮงโกะ บทที่ 26 - 40 ยากอยู่นา.... จำศัพท์ไม่ได้ด้วยอ่ะดิ เครียด...
วันอังคาร มีSpeech พูดหน้าสาธารณะชน ฮ่าๆ ฟังดูยิ่งใหญ่ ความจริงก็คือให้นักเรียนคลาส A, B, C ออกมาพูดแค่นั้นเอง แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ท่อง Essay ที่เขียนไปเรยอ่ะ อันนี้ก้อเครียด...
วันพุธ วันหยุด เย้!!!
วันพฤหัสบดี มีเรียน แต่ไม่รู้ว่าเรียนอะไรบ้างอ่ะ แต่ว่าตอนบ่ายวันพฤหัสมีPresentรายงานวิชา Intercultural Communication วิชานี้รายงานเป็นภาษาอังกิด พระเจ้า กูแม่งโง่ภาษาอังกิดอ่ะ ทำไงดี เครียด...
วันศุกร์ มีสอบเขียนอ่ะ เหมือนอาจารย์จะให้ดูวิดีโอ แล้วก้อเขียนสรุป หรือคอมเม้นท์ของเรา เกี่ยวกับวิดีโอที่ได้ดูไป งานนี้ ห้ามใช้ดิกชั่นนารี่ หุหุ รู้ศัพท์ไม่ค่อยเยอะ จะทำได้ดีรึป่าวเนี่ย กังวลใจ...
วันจันทร์ถัดไป มีทดลองสอบวัดระดับสี่ อันนี้ไม่เครียด สบายๆ ยังไงก็ผ่านอยู่แล้ว อิอิ
เอาไว้แค่นี้แหละ แล้วปิดเทอมคงได้ไปเที่ยวเยอะขึ้นอ่ะ แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะ บ๊าย บาย... |
||||
|
|